EV Fancy Party : ความสำคัญ II (จบ)
posted on 22 Sep 2009 14:30 by cubictrong
--------------------------------------------
EV : ความสำคัญ II
ผู้ถูกเอ่ยนาม : ไวท์ ไวทยา / เร รดา / รัม ปันรัก
-------------------------------------------
บนทางเดินที่เคยเดินเป็นประจำ กับคนคนหนึ่งที่คุ้ยเคยกันดี ไม่น่าจะมีอะไรให้รู้สึกแปลกไปมากกว่าความเปลี่ยนแปลงของคนคุ้ยเคยที่ว่านั้นอีกแล้ว
ไม่ใช่ที่การแต่งตัว...
ไม่ใช่ที่เครื่องสำอางค์ที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้า...
แต่เป็นบางอย่างที่เด็กหนุ่มสัมผัสได้ทันทีเมื่อเข้าไปประคองเธอขึ้นมานั่งบนม้านั่งใกล้ๆ
ความรู้สึกบอกชลทิศว่ารัมน่าจะมีเรื่องให้คิด และไม่น่าจะใช่เรื่องที่ส่งผลดีต่อตัวเธอเอง แต่เขาก็เลือกที่จะละทิ้งเรื่องนี้ไปก่อน
"เป็นอะไรรึเปล่า" คำถาม ... ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ได้ตั้งใจพูดถึงบาดแผลภายนอก แต่การแสดงออกก็ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจเช่นนั้น
"มะ... ไม่เป็นไร โอ๊ยย!!" ปันรักโพล่งออกมาทันทีเมื่อถูกสัมผัสตรงข้อเท้า
"ไม่เป็นไร?"
เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจหนึ่ง
และในที่สุดเด็กสาวก็ยอมแพ้ เธอครางออกมาเบาๆพร้อมกับหันหน้าหนีพยายามไม่มองอีกฝ่าย
"...เจ็บ"
ตรองถอนหายใจเบาๆ รัมชอบฝืนตัวเองเสมอนั่นแหละ
"แล้วลุกไหวมั้ย"
ปันรักเงยหน้าขึ้นสบตาเขาก่อนจะหลบตาลงและเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาที่ฟังดูก็รู้ว่าโกหก "ไหว...สิ"
@@@@@@
หลังจากที่ด้อมๆมองๆดูอยู่ในห้องจัดงานจนแน่ใจแล้วว่าพี่ไทยไม่เป็นไร
เด็กสาวในชุดอลิซสีฟ้าอ่อนก็เดินออกมาจากงานเลี้ยงเพียงลำพัง
เพื่อหลีกเลี่ยงบรรยากาศอันตึงเครียดภายในงาน
เธอไม่ชอบการทะเลาะโต้เถียงกัน...ไม่ชอบเลย
แต่เธอคิดว่าพี่ไอริสคงมีเหตุผลอะไรบางอย่างในใจถีงทำแบบนี้
เหตุผลที่บอกใครไม่ได้...
รดาเดินไปตามทางเดินที่คุ้นเคยที่ทอดยาวไปสู่สวนพฤกษศาสตร์
ถึงแม้จะไม่มีใครเดินมาด้วยก็ตาม แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร
กลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่โอบล้อมตัวเธออยู่อย่างไม่รู้สาเหตุ
แต่ ณ เบื้องหน้าเธอนั้นเอง
เธอเห็นเงาตะคุ่มๆของอะไรบางอย่างขยับไหวอยู่ในความมืดของเวลาค่ำคืน
เสียงคุ้นเคยที่ได้ยินทำให้เธอรู้ว่านั่นเป็นเพื่อนของเธอคนใดคนหนึ่ง
และเมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้อีก ภาพที่เธอเห็น
คือภาพของตรองกับรัมที่กำลังประคองกันอยู่อย่างนั้น...
เจ็บ...
แต่นั่นยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เมื่อเธอเห็นแล้วว่ารัมยืนไม่ไหว
รดาวิ่งเข้าหาคนทั้งคู่ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอย่างตั้งใจจะถามร่างสูงที่อยู่ตรงหน้า
"ระ...รัมเป็นอะไรเหรอจ๊ะ?"
"น่าจะข้อเท้าแพลงน่ะ... แล้วเรมาทำอะไรที่นี่ล่ะ?"
ราวกับถูกล้วงหัวใจออกไปจากช่องอก...
เสียงเรียบนิ่งที่ฟังดูเย็นชาของอีกฝ่ายทำให้เธอรู้สึกว่า
เธอไม่ควรจะยืนอยู่ตรงนี้อีกต่อไป
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม...ขาของเธอไม่ยอมขยับไปไหน
"อะ...อ๋อ เราออกมาเดินเล่นน่ะ... ให้เราช่วยนะจ๊ะ"
ทั้งๆที่รู้สึกว่าไม่ต้องอยุ่ก็ได้ พวกเขาไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือ
ทั้งๆที่อยากวิ่งหนีไปให้ไกลอย่างที่เคยทำ
เธอกลับยืนยันจะอยู่ตรงนี้ต่อไป...
"ถอดรองเท้าออกก่อนดีมั้ยจ๊ะ?"
@@@@@@
แม้จะรู้สึกไม่อยากให้คนตรงหน้ามาเห็นในสภาพทุกลักทุเลแบบนี้ .... แต่ตอนนี้คงไม่จำเป็นแล้วล่ะ ก็เห็นมาตั้งแต่แรกแล้วนี่
เย็นไว้ ปันรัก ก่อนอื่นเธอต้องถอดรองเท้าออกทีละข้าง
ฉันพยักหน้าให้เรแล้วก้มลงถอดรองเท้าข้างขวา ความรู้สึกเจ็บแล่นแปลบขึ้นมาจนต้องเม้มปากกลั้นเสียงร้องเอาไว้ แต่ฉันก็ต้องเผลอโพล่งออกมาจนได้ เมื่อเห็นเรกำลังจะช่วยถอดรองเท้าอีกข้างให้
"มะ...ไม่ต้อง!!"
เรชะงักมือและถอยกลับไปที่เดิม
นี่เราพูดแรงไปหรือเปล่านะ...
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ แต่ในที่สุดนายตรองที่ยืนนิ่งมาได้สักพักก็หันมาถามฉัน
"แล้วรัมมีรองเท้าคู่อื่นมาเปลี่ยนไหม"
เสียงเรียบๆของเขาทำให้ฉันสะดุ้งนิดๆ "เอ่อ...ไม่มีน่ะ
อยู่ในรถแม่"
เรถูมือสองข้างไปมา แล้วเอ่ยถามฉันด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ
"ขอโทษนะจ๊ะ แต่...เอ่อ...รัมใส่รองเท้าเบอร์อะไรเหรอจ๊ะ"
เสียงตะกุกตะกักของเรทำให้ฉันรู้ว่า น้ำเสียงเมื่อกี๊ของฉันคงจะทำให้เรใจเสีย
เอาน่า ถึงเราจะไหม่ค่อยถูกกับคนบุคลิกแบบนี้ แต่ยังไงก็เป็นเพื่อนร่วมห้อง
ฉันพยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง "เบอร์ 37 จ่ะ"
"รัมใส่รองเท้าเบอร์เดียวกับเราเลยนี่นา เอาของเราไปใส่ก่อนไหมจ๊ะ เราใส่ส้นสูงได้นะ"
ถึงจะรู้ว่าเธอหวังดี แต่ไอ้รองเท้าคู่นี้น่ะ ใช่ว่าจะรับมือได้ง่ายๆซะที่ไหน
"ไม่เป็นไรหรอก มันใส่ยากน่ะ"
ใช่ๆ เด๋วก็ได้หัวขะมำหรอก
เดี๋ยวรองเท้ากัดด้วย
และ... อีกหลายๆเดี๋ยว
"งั้น เดี๋ยวเราออกไปซื้อรองเท้ามาให้แล้วกัน"
ฉันกับเรหันไปมองชลทิศพร้อมๆกัน สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ข้อเท้าของฉัน ฉันรีบหดเท้าเข้ามาแล้วพยายามดึงชายกระโปรงลงไปปิดมันเอาไว้
"เรกับรัมรอเราที่นี่แล้วกันนะ" เขายิ้มให้แล้วหันหลังเดินจากไป ถึงฉันอยากจะบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องลำบากถึงขนาดนั้นหรอก แต่ปากมันก็ไม่ยอมขยับ...
เมื่อตรองลับสายตาไปแล้ว รดาก็นั่งลงข้างๆฉัน เรหันมายิ้มให้ฉัน เป็นรอยยิ้มที่ประหลาดจริงๆ
"เรานั่งรอเป็นเพื่อนนะ"
.....................
...............
ความเงียบที่น่าอึดอัดแพร่ลอยฟุ้งไปบรรยากาศ
ความจริงเวลาแบบนี้เราก็ต้องนั่งคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เหรอไง แล้วทำไมมานั่งเงียบแบบนี้เล่า
แต่จะคุยไปทำไมล่ะปันรัก คุยไปแล้วได้อะไรขึ้นมา??
@@@@@@
...แล้วเรมาทำอะไรที่นี่ล่ะ เสียงเรียบนิ่งของคนที่เพิ่งเดินจากไปยังคงก้องอยู่ในหูเด็กสาวราวกับว่าเขายังยืนอยู่ตรงนั้น และกระซิบประโยคนี้ข้างหูเธอไปเรื่อยๆ
ยิ่งทุกอย่างเงียบ ก็เหมือนจะยิ่งได้ยินชัดมากขึ้น พร้อมกับความสงสัยที่ถาโถมเข้ามาจนจิตใจของเธอแทบจะแหลกเป็นชิ้นๆ
นี่เรามาทำอะไรที่นี่ รดาคิด
มาเป็นส่วนเกินสินะ
มาขัดจังหวะพวกเขาใช่ไหม
".....ชุดของใครเหรอ"
รดาสะดุ้งนิดๆ เมื่อถูกถามกระทันหัน เธอรีบสลัดความคิดเมื่อครู่ทิ้งไป ปล่อยให้ตกตะกอนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ
"ชุดของตรีจ้ะ แล้วชุดของรัมล่ะจ๊ะ" เด็กสาวตอบ พยายามปั้นรอยยิ้มขึ้นมาอย่างยากเย็น
"ของพี่ฟ้าเหมือนฝันน่ะ"
..............
บทสนทนาหายไปอีกครั้ง เหลือไว้เพียงความเงียบ และเสียงของเหล่าแมลงในสวนพฤกษศาสตร์ที่ดังเคล้าคลออยู่เบาๆ
"รัมน่ารักดีนะ" ในที่สุดเรก็เอ่ยขึ้น
"หา!?" ถึงจะตกใจปนเขิน แต่รัมก็พยายามไม่แสดงออกให้อีกฝ่ายรู้ "อืม... เธอก็น่ารักดี"
รดารีบส่ายหน้าพัลวัน "ไม่หรอกจ้ะ"
ใช่แล้วล่ะ ถึงแม้เด็กสาวไม่อยากจะยอมรับ แต่เรื่องจริงก็คือเรื่องจริง
ในเมื่อเขาท่าทางเหมือนจะไม่สนใจตัวเธอเลย
"...อย่างน้อย รัมก็คงน่ารักในสายตาตรองล่ะจ้ะ..."
เสียงเบาหวิวนั้นเหมือนจะพูดกับตัวเองเสียมากกว่า
"อะไรนะ" รัมถามพร้อมกับขยับเข้ามาใกล้ๆ
"เอ่อ... เราบอกว่ารัมน่ารักดีน่ะ" รดารีบหันไปตอบ
"...หึ" ด้วยความรู้สึกเขินอีกครั้ง ปันรักจึงหันหน้าไปทางอื่นเสีย ซ่อนแก้มแดงๆนั่นไว้หลังเส้นผม
@@@@@@
ความวุ่นวายในงานทำให้ผมรู้สึกเบื่อ ... อะไรกันเป็นรุ่นพี่แท้ๆ แต่กลับมาตีกันเองซะนี่
ผมรีบออกมาจากงานเมื่อเริ่มได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ทำไงได้ล่ะ เพราะถ้าผมยังยืนอยู่ตรงนั้นก็อาจจะเผลอปากเสียอีกนั่นแหละ ออกมาซะยังดีกว่า
ผมเดินมาเรื่อยๆจนถึงทางเดินที่ทอดยาวผ่านสวนพฤกษศาสตร์ และสิ่งที่ผมเห็นก็คือ เพื่อนร่วมชั้นสองคนที่นั่งเงียบกันอยู่ตรงม้านั่งข้างหางเดิน รดา...กับ ยัยลิง
แต่ว่าจะใช่แน่เรอะ ... ผมเดินเข้าไปใกล้แล้วก้มหน้าลงดูชัดๆ
"อะไรน่ะ หงอก"
..... ใช่แน่ๆละ
"หึ มิดชิดดีนะ" สายตาผมไล่ไปตามเสื้อผ้าของรัมที่แทบจะไม่เปิดเผยผิวกายส่วนใดเลย นี่ไม่ปิดมือปิดหน้าเหลือแต่ตาก็บุญแล้วนะเนี่ย
"แล้วไงยะ!" ผมสังเกตเห็นปันรัก... ไม่สิ ยัยลิงหน้าแดงขึ้นนิดๆตอนเงยหน้าขึ้นมามองผม โกรธล่ะสิท่า หึหึ
แต่ว่า ปกติยัยลิงต้องอยู่กับตรีตลอดนี่นา "แล้วตรีล่ะลิง?"
"...อยู่ในงาน..."
"อ้าว ยอมรับแล้วเหรอว่าเป็นลิง" ดูเหมือนว่ายิ้มกว้างของผมจะยั่วโมโหลิงได้ดีแฮะ
"เอ๊ะ ไอ้นี่!" น่าแปลก ปกติถ้าถึงขนาดนี้แล้วมือน่าจะมาถึงตัวแล้วนะ ไม่ต่อย ... ก็ตบ ไม่ก็ถีบ
"แล้วทำไมไม่เข้าไปในงานล่ะ" ผมถามเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าทั้งคู่ต่างก็อยู่ในชุดแฟนซี ผมเห็นเรมองผมกับยัยลิงสลับกันไปมา
"...ฉัน...ออกมาเดินสูดอากาศย่ะ"
"ข้างในคนเยอะ สภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับลิงสินะ"
สายตาดุๆของยัยลิงหันมาจ้องผมแบบกินเลือดกินเนื้อ
"โถ่ ไอ้หงอกเอ๊ย.."
"..." ผมเงียบไปสักพัก เพราะเริ่มรู้สึกว่ามันผิดปกติจริงๆนั่นแหละ ความจริงอย่างน้อยๆก็น่าจะลุกขึ้นมาเถียงแล้วนะ
"นั่งทำอะไรอยู่ได้"
"นั่งซักผ้ามั้งแก"
พอๆ คุยกับยัยนี่ไปก็ท่าทางจะไม่ได้อะไรขึ้นมา
"เรไม่เข้าไปในงานเหรอ" ผมสะบัดไอ้ผ้าคลุมเกะกะนี่ออกไปข้างๆตัวแล้วหันมาคุยกับรดาแทน ปล่อยให้ยัยลิงเดือนนั่งอยู่ตรงนั้นแหละ
"อ๋อ เรานั่งรอตรองเป็นเพื่อนรัมน่ะจ้ะไวท์"
"ไอ้ตรอง?"
"จ้ะ ตรองไปซื้อรองเท้าให้รัมน่ะ"
อะไรนะ ซื้อรองเท้า? แล้วยัยลิงไม่ได้ใส่รองเท้ามาจากบ้านหรือไง ผมหันไปหายัยลิงที่นั่งนิ่งเป้นน้ำแข็ง
"เธอเป็นอะไรรัม" แต่ก่อนที่รัมจะทันตอบ ผมก็พบคำตอบด้วยตัวเองซะก่อน เมื่อสายตาผมสะดุดเข้ากับข้อเท้าบวมๆของยัยลิงที่โผล่พ้นชายกระโปรงออกมา
"รู้ว่าไม่ถนัดแล้วยังจะใส่มาอีกทำไม ... งี่เง่า"
"อะไรเล่า ก็ฉันจับได้ชุดนี้ก็ต้องใส่สิ รองเท้าเขาก็ให้มาเท่านี้ ไม่ต้องมายุ่งหรอกน่าหงอก"
นี่... อย่าฝืนตัวเองหน่อยเลย แค่เรื่องรองเท้าน่ะไม่มีใครเขาว่าหรอกน่า
"ทีหลังก็หาที่มันเตี้ยกว่านี้สิ"
"ก็เข้าให้มาสูงเท่านี้นี่ จะให้ไปซื้อใหม่ทำไมล่ะ เปลือง"
ชิ เถียงอยู่นั่นล่ะ ทำตัวไม่น่ารักเอาซะเล้ย "หึ งั้นก็สมควรละ"
"เออน่ะ"
ให้ตายสิวะ คนอุส่าห์หวังดี
"โน่นแน่ะ ไอ้ตรองมาโน่นละ" ผมโบ้ยหน้าไปทางไอ้ตรอง ดูเหมือนรดาท่าทางจะโล่งใจขึ้นเยอะที่มันกลับมาซะที ยัยลิงก็เหมือนกัน...
"รู้ว่าใส่ไม่ได้ก็ดันทุรัง" ผมพึมพำเบาๆเพื่อไม่ให้ไอ้ตรองได้ยิน
"ฉันก็ไม่ได้ใส่บนหัวนายแล้วกันน่ะหงอก" ยัยลิงตอบกลับมาด้วยเสียงที่เบาพอๆกันซึ่งทำให้ผมฉุนขึ้นมาอีก
"ยัย..." แต่ก่อนที่ผมจะพูดอะไรต่อ ไอ้ตรองก็เดินมาถึงพอดี
"อ่าว...ไวท์"
ผมผยุดประโยคไว้แค่นั้นแล้วหันมาจ้องตาไอ้ตรอง สีหน้านิ่งๆของมันที่เหมือนมองลงมาจากที่ที่สูงกว่าทำให้ผมหงุดหงิดมากขึ้นอย่างไร้สาเหตุ
"เออ!!"
"เป็นอะไรของนายน่ะ?" ไอ้ตรองเลิกคิ้วขึ้นแล้วเดินเข้ามาใกล้กว่าเดิม ผมหันไปทำตาเขียวใส่มัน
"แกไม่รู้เหรอว่าลิงน่ะไม่ต้องใส่รองเท้า"
"เงียบไปเลยนายน่ะ" ยัยลิงที่นั่งอยู่ตะโกนเสียงดังลั่นจนรดาที่นั่งอยู่ข้างๆสะดุ้ง ผมว่าถ้าข้อเท้ายัยลิงไม่เจ็บนี่คงลุกขึ้นมาผลักผมล้มไปแล้วมั้ง
"หิม? ลิง? อะไรน่ะไวท์?" ไอ้ตรองถามผมด้วยน้ำเสียงเรียบที่เป็นเอกลักษณ์ของมันไปแล้ว
แต่ผมเลือกที่มองไปทางอื่นมากกว่าตอบคำถามของไอ้ตรอง ไม่รู้ทำไมหงุดหงิดกับไอ้ท่าทางสุภาพบุรุษของมันจัง
@@@@@@
ถึงแม้ผมจะไม่ค่อยรู้รายละเอียด แต่ถ้าเป็นรัมกับไวท์คงไม่มีอะไรอื่นนอกจากทะเลาะกันอีกแล้วล่ะนะ
ผมเลิกสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคว้าเอารองเท้าแตะยี่ห้อแอดด้า สีฟ้า แบบสวม เบอร์ 37 ออกมา
"พอดีที่ร้านมันไม่มีคัทชูน่ะ ใส่รองเท้าแตะได้ไหม"
รัมรีบหลบตาผมไปแล้วพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
ผมส่งรองเท้าให้รัม
"ขะ...ขอบใจ"
รัมก้มตัวลงใส่รองเท้า แต่กระโปรงที่ยาวคลุมเท้าเวลานั่งแถมเท้าก็ยังเจ็บคงทำให้รัมใส่รองเท้าเองลำบากหน่อย
ผมเห็นรัมท่าทางลำบากจริงๆ ถ้าผมเข้าไปช่วยคงจะดีกว่า
"เดี๋ยวเราใส่ให้"
ผมพูดเป็นเชิงบังคับหน่อยๆ เพราะถ้าผมไม่ทำแบบนี้รัมก็คงปากแข็งปฏิเสธอีก
รัมสะดุ้งเฮือก ก่อนจะหดเท้าหนีอย่างรวดเร็ว
ผมเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นอีกนิด สายตาจ้องมองไปยังเส้นผมของรัมนิ่งงัน พอรัมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม เท้าที่เคยหดเข้าไปซ่อนอยู่ใต้ชายกระโปรงนั้นก็กลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม
ผมค่อยๆนั่งชันเข่าลง แล้วหยิบรองเท้ามาใส่ให้รัม ทีละข้าง
.....ทีละข้าง
@@@@@@
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มือของผมกำหมัดแน่น
ผม.... รู้สึกรำคาญ
รำคาญกับภาพตรงหน้า
ทั้งไอ้ตรอง ทั้งยัยลิง
ยัยลิงก็งี่เง่า รู้ทั้งรู้ว่าไม่ถนัดก็ยังดันทุรังใส่ไอ้สนสูงบ้าๆนั่นมาอีก
ไอ้ตรองก็เวอร์
แล้วไหนจะไอ้ท่าทีเมื่อกี๊อีกล่ะ ทีพูดคุยกับเราล่ะเถียงได้เถียงดี แต่พอไอ้ตรองมองตาปราดเดียวกลับนิ่งเงียบ เชื่อฟังไม่ออกปากเถียงสักคำ
ยัยลิงรีบชักเท้ากลับทันทีที่ไอ้ตรองใส่รองเท้าให้เสร็จและพยายามลุกขึ้นยืน
แต่ดูท่าทางจะยังเจ็บขาอยู่เลยค่อยๆรั้งแขนไอ้ตรองลุกขึ้นยืน...
ทำไมมันรู้สึกเคืองๆวะ
"ขอบคุณ"
พอลุกขึ้นยืนได้แล้วยัยลิงก็หันไปขอบอกขอบใจไอ้ตรอง
"ทีหลังก็อย่างี่เง่าใส่มาอีกล่ะ..." ผมพยายามหันไปมองทางอื่น ไม่รู้ทำไมถึงไม่อยากมองภาพที่อยู่ตรงหน้า
"ไม่ใส่หรอกน่า" ยัยลิงพูดแล้วปล่อยมืออกจากแขนไอ้ตรอง พยายามทรงตัวเอง
เกิดล้มขึ้นมานะจะขำให้ฟันร่วง
"ใส่ไปก็ลิงอยู่ดี" ผมยิ้มเยาะยัยลิงอีกครั้งแต่ดูเหมือนว่ายัยลิงจะไม่เห็น
ผมเห็นยัยลิงทำท่าจะล้ม
ร่างกายมันรีบเคลื่อนไปเองตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
สิ่งเดียวที่ผมรู้คือ ผมต้องเข้าไปช่วยไม่ให้ยัยลิงล้มลงไปกองกับพื้นอีก
แต่...
"ให้ช่วยพยุงไหม"
ไอ้ตรองที่ยืนอยู่ใกล้กว่าก็คว้าข้อมือยัยลิงได้ก่อน
...
ทำไม
ทำไมต้องรู้สึกแบบนี้ทุกครั้งที่ไอ้ตรองมันแสดงความหวังดีกับยัยลิง
หงุดหงิด...
ไม่เข้าใจ...
ในใจมีแต่คำถาม คำถามที่มันเป็นลูกโซ่
พอหาคำตอบของคำถามนึงได้ มันก็นำไปสู่อีกคำถามหนึ่งไม่รู้จักจบ
"ลิงแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องพยุงรู้มั้ยครับ ไอ้สุภาพบุรุษ!!"
ผมโพล่งออกไปอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ ไอ้ตรองหันมาจ้องผมท่าทางสงสัย
ผมรีบหันหลังให้กับมัน
ทั้งมัน ทั้งยัยลิง...
ผมไม่อยาก ให้พวกเขาอยู่ในสายตาต่อไปอีกแม้สักวินาทีเดียว
@@@@@@
...เธอรู้ว่าไวท์ในชุดดันเต้ที่เพิ่งเดินจากไปก็คงรู้สึกไม่ต่างจากเธอเท่าไหร่นัก
เมื่อเห็นว่าตรองคุกเข่าลงและเอื้อมมือไปยังเท้าที่ช้ำแดงของรัม
ตกใจ...
แต่นอกเหนือจากความตกใจ อีกหนึ่งความรู้สึกก็พุ่งขึ้นมา
ท้วมท้นเต็มหัวใจ...
เสียใจ...
ทำไมถึงขยับตัวไปจากตรงนี้ไม่ได้กันนะ
ทำไมทั้งๆที่ไม่อยากจะมองภาพตรงหน้านี้อีกต่อไปแล้ว
ทำไม...
รดาสูดลมหายใจเข้า รวบรวมสติ
ขาข้างหนึ่งขยับก้าวไปข้างหลัง...แล้วค่อยๆเดินห่างจากทุกคนออกไป
ขอบตาร้อนผะผ่าว...
ก่อนที่จะหันหลังและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
"เร จะไปไหนเหรอ" เสียงทุ้มของเพื่อนรหัสร้องถามเธอ
เธอชะงักฝีเท้าแล้วยืนนิ่ง ไม่กล้าทำแม้แต่จะหันกลับไปมอง
เธอกลัว... กลัวที่จะต้องเจ็บอีก
"เรา..."
เพียงแค่เอ่ยปาก เสียงที่สั่นเครือนั้นก็หลุดออกมา เธอได้ยินเสียงผีเท้าและเสียงเสื้อคลุมที่เสียดสีกับชุดฮากามะของชลทิศเคลื่อนเข้ามาใกล้
เธอจึงรีบตะโกนออกไป
ถึงแม้น้ำเสียงนั้นจะสั่นสักเพียงใด
ถึงแม้จะมีแต่ข้ออ้างโง่ๆ
ถึงแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าต่อให้ปิดบังเท่าไหร่ ก็คงไม่สามารถตบตาเขาได้
แต่เธอก็ไม่ต้องการยืนอยู่ตรงนี้อีกต่อไปแล้ว
"เรา ขอไปเดินเล่นหน่อยนะจ๊ะ"
เมื่อพูดจบประโยค...
โดยแทบจะไม่ต้องตัดสินใจ
เท้าของรดาก็ออกวิ่งไปในความมืด....
@@@@@@
.............
สิ่งที่เด็กหนุ่มเพิ่งได้ยิน
น้ำเสียงที่เหมือนคนกำลังร้องไห้...
ชลทิศยืนนิ่งอยู่บนทางเดินหิน สายตาจ้องไปยังแผ่นหลังเล็กที่ออกวิ่งไปข้างหน้าเขา
ยิ่งร่างเล็กนั่นห่างออกไปมากแค่ไหนก็ดูเหมือนว่าความสงสัยในใจของเขาจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ถึงปกติเพื่อนรหัสของเขาจะเป็นคนร้องไห้ง่ายอยู่แล้วก็ตาม
แต่ครั้งนี้มันแปลกไป สิ่งที่เขาสัมผัสได้มันมากกว่านั้น
ตรองยืนนิ่งเงียบ และเริ่มคิดถึงเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้น เขาพบว่าเรมีอาการแปลกๆตั้งแต่เขาทักทายเธอในครั้งแรก..
คิ้วเข้มมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย เขาทำอะไรผิดไปหรือเปล่านะ?
เด็กหนุ่มหันกลับมาทางเดิม ปันรักยืนอยู่ตรงนั้น เธอกำลังพยายามลองเคลื่อนไหวเท้าไปมาด้วยท่าทางต่างๆ ดูเหมือนว่าเมื่อกี๊จะไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่รดาเพิ่งกระทำ
ร่างสูงเดินเข้าไปหาเธอ พร้อมกับความคิดที่หมุนวนอยุ่ในหัว ราวกับกำลังหาคำตอบของโจทย์ยากๆสักข้อ
ถึงกระนั้น เขาก็ไม่อยากให้มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ระหว่างเขากับคนตรงหน้า
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ปันรักรับรู้ถึงสิ่งที่เขาคิด...
"ไปกันเถอะรัม" เขาเอ่ยพร้อมใบหน้าที่ระบายด้วยความนิ่งเรียบ
รัมหยุดขยับรองเท้าเมื่อเธอสบตาเข้ากับเขา
เสียงตอบรับของเธอแผ่วเบาจนแทบจะเป้นเสียงกระซิบ
"อ่ะ ... อืม"
------------------------------------------------------------------
-สรุป-
- ตรองมาเจอรัมส้นสูงสะดุดพื้นหินข้อเท้าแพลงอยุ่บนทางเดินไปสวนพฤกษศาสตร์
- เรมาเจอตรองกำลังประคองรัมไปนั่งพอดี และตัดสินใจเข้ามาช่วย
- ด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะเย็นชาของตรอง ทำให้เรรู้สึกไม่ดีที่เสนอตัวเข้ามาช่วยรัม
- ตรองเห็นว่ารัมคงเดินไม่ไหวแล้วถ้ายังใส่รองเท้าคู่นี้อยู่ เลยอาสาออกไปซื้อรองเท้าให้รัม
- เรนั่งรอตรองเป็นเพื่อนรัม ระหว่างนั้นก็มีการพูดคุยกันเล็กน้อย แต่บทสนทนาก็ชวนอึดอัด
- ไวท์เดินออกมาจากงานแล้วมาเจอรัมกับเร
- จิกกัดกันตามะรรมชาติ เรนั่งมองตาปริบๆ
- ไวท์ไม่พอใจที่รัมฝืนใส่รองเท้าส้นสูงมา ส่วนรัมก็บอกว่ามันต้องใส่เพราะเป็นผลการจับฉลาก
- ไวท์เริ่มสงสัยว่าทำไมรัมไปลุกขึ้นมาเถียงเหมือนทุกครั้ง
- ไวท์รู้จากเรในที่สุดว่ารัมข้อเท้าแพลง
- ตรองกลับมาเจอทั้งสามคนพอดี
- ตรองเอารองเท้าให้รัมใส่ แต่ท่าทางรัมจะใส่ลำบากเพราะกระโปรงยาว
- ตรองเลยจัดการใส่ให้ ด้วยวิธีกึ่งๆบังคับ
- ไวท์หงุดหงิดกับภาพตรงหน้า และเหวี่ยงใส่ตรองและรัม
- เรรู้สึกเฟลจนทนไม่ไหว เลยวิ่งหนีออกมา ก่อนวิ่งหนีไปมีพูดกับตรองนิดหน่อย
- ตรองจับได้จากน้ำเสียงว่าเรกำลังร้องไห้ เลยกังวลว่าตัวเองทำอะไรไม่ดีไปดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า
- ตรองกับรัมกลับเข้างาน
------------------------------------------------------------------
-สารจากผู้ปกครอง-
ในที่สุดเอนทรี่นี้ก็จบลงจนได้ ค้างคามานาน เนื่องจากภาระงานที่เยอะแยะมากมายครับ ช่วงนี้แทบจะไม่มีเวลาเขียนอะไรเลยจริงๆ อีกประการหนึ่งคือแพ้พนันเรื่องไตลานให้กับ ผปค. รัมด้วยครับ ซึ่งตกลงกันไว้ว่าใครแพ้ต้องอัพเอนทรี่ เลยถือเป็นการจุดไฟ แต่งเอนทรี่นี้จนจบจนได้
เอนทรี่นี้ตอนเขียนกังวลหลายๆเรื่องมากๆ กลัวว่ามันจะขาด Unity เพราะมันมีหลายอารมณ์เกิน กลัวงงเรื่องมุมมองตัวละครที่มันสับเปลี่ยนไปมา แต่ก็พยายามเขียนให้ดูออกล่ะครับว่าขณะนั้นใครเป็นคนเล่าเรื่อง อีกอย่างแค่อ่านผ่านๆยังรู้สึกเหมือนว่ามันยาวเกินเลย กะจะตัดแบ่งสองตอน แต่กลัวว่ามันจะกลายเป็นมหากาพย์ครับ จึงอัพมันรวดเดียวไปเลย
ช่วงนี้ก็เป็นช่วงท้ายของการฝึกงานแล้ว หลายๆอย่างเริ่มอิสระมากขึ้น จะพยายามเข็นเอนทรี่ออกมาครับ แล้วเหล่าเอนทรี่ที่เขียนๆเก็บไว้ก็ได้เวลานำมันออกมาใช้ซะที คิดว่าค่าความสัมพันธ์คงพอจะอำนวยให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้นได้แล้ว
------------------------------------------------------------------
ปล. หนีงานมาอัพ ตายๆๆๆ
อะไรอ๊าาาาาา
ทำไมเรวดีอ่านแล้วก๊าวอ้ะพี่นะ
แอร๊ยยยยยยยยยยย
บรรยากาศมาคุๆ ขึ้นเรื่อยๆเลยเนอะ
สงสารหลานรัม ขาเจ็บ
แต่ที่น่าสงสารสุดคือ หลานเร
แอร๊ยยยย
#1 By White on 2009-09-22 16:52